Search for a command to run...
หลักการและวัตถุประสงค์: มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยที่สุด จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของมะเร็งในสตรีทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 5 ของสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งในสตรีไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความชุกของการตรวจพบเชื้อเอชพีวีชนิดเสี่ยงสูง (high-risk human papillomavirus: HR-HPV) และรอยโรคปากมดลูกระยะก่อนมะเร็ง (cervical intraepithelial neoplasia: CIN) ขั้นสองขึ้นไป (CIN2+) ระหว่างการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองกับการเก็บโดยบุคลากรทางการแพทย์ในผู้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาย้อนหลังในสตรีไทยอายุ 30 ถึง 60 ปี ที่เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ในเขตอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และมีข้อมูลในฐานข้อมูลของโรงพยาบาลเลย เกณฑ์การคัดออก ได้แก่ ผู้มีประวัติตัดมดลูก เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก เคยได้รับรังสีรักษาบริเวณอุ้งเชิงกราน เคยทำหัตถการ loop electrosurgical excision procedure (LEEP) หรือ cold knife conization (CKC) ที่ปากมดลูก ตรวจพบก้อนเนื้อที่ปากมดลูก หรือกำลังตั้งครรภ์ ณ เวลาคัดกรอง มีผู้มารับการตรวจเข้าเกณฑ์การศึกษารวมทั้งสิ้น 2,898 ราย แบ่งเป็นเก็บตัวอย่างโดยบุคลากรทางแพทย์ 1,827 ราย และเก็บด้วยตนเอง 1,071 ราย ผู้ที่ตรวจพบติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 หรือ 18 หรือสายพันธุ์เสี่ยงสูงอื่นร่วมกับผลเซลล์วิทยาผิดปกติตั้งแต่ atypical squamous cells of undetermined significance (ASC-US) ขึ้นไป จะได้รับการตรวจส่องกล้องปากมดลูกและตัดชิ้นเนื้อเพื่อการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ผลการศึกษา: ตรวจพบเชื้อ HR-HPV จำนวน 242 ราย (ร้อยละ 8.35) ร้อยละ 9.24 ในกลุ่มที่เก็บตัวอย่างด้วยตนเอง และร้อยละ 7.83 ในกลุ่มที่เก็บตัวอย่างโดยบุคลากรทางการแพทย์ (OR=1.20, 95% CI 0.92-1.57) สายพันธุ์เสี่ยงสูงที่ไม่ใช่ 16,18 พบมากที่สุด (ร้อยละ 67.13) รองลงมาคือสายพันธุ์ 16 (ร้อยละ 20.28) และสายพันธุ์ 18 (ร้อยละ 6.99) ผู้ที่ตรวจพบสายพันธุ์เสี่ยงสูงที่ไม่ใช่ 16,18 และได้รับการตรวจเซลล์วิทยาพบรอยโรคตั้งแต่ ASC-US ขึ้นไปร้อยละ 37.50 จากผลตรวจได้ผู้มีข้อบ่งชี้ตรวจส่องกล้องปากมดลูก 131 ราย มีผู้มาเข้ารับการตรวจจริง 93 ราย (ร้อยละ 70.99) พบรอยโรคผิดปกติ CIN2+ ร้อยละ 47.06 ในกลุ่มที่ตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์ ร้อยละ 33.33 ในกลุ่มที่ตรวจด้วยตนเอง เป็นรอยโรคระยะก่อนมะเร็ง 35 ราย และมะเร็งปากมดลูก 3 ราย (มะเร็งปากมดลูกระยะ IA1 จำนวน 2 ราย, ระยะ IB2 จำนวน 1 ราย) เมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติ multivariable logistic regression พบว่าวิธีการเก็บตัวอย่างไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่ออัตราการตรวจพบ HR-HPV (adjusted OR=1.20, 95% CI 0.92-1.57, p=0.182) แต่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปพบความเสี่ยงต่อการตรวจพบ HR-HPV ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป: การตรวจหาเชื้อ HPV จากการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองและเก็บโดยบุคลากรทางการแพทย์ มีความชุกของการตรวจพบเชื้อ HR-HPV และรอยโรคปากมดลูกระยะ CIN2 ขึ้นไปไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
Published in: Srinagarind Medical Journal
Volume 41, Issue 1, pp. 11-23