Search for a command to run...
สถานการณ์ที่เป็นอยู่เดิม: จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นแหล่งผลิตมะม่วงหิมพานต์ที่สำคัญเป็นอันดับสองของประเทศไทย และมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นแหล่งวัตถุดิบเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การผลิตมะม่วงหิมพานต์ในพื้นที่เพาะปลูกหลัก โดยเฉพาะอำเภอท่าปลาและอำเภอน้ำปาด ประสบข้อจำกัดมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยขนาดเมล็ดเล็กไม่เป็นที่ต้องการของตลาด และราคาผลผลิตขาดเสถียรภาพ ปัญหาเหล่านี้มีสาเหตุสำคัญจากการไม่มีมาตรฐานคุณภาพระดับประเทศสำหรับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบ ส่งผลให้เกิดการซื้อขายแบบเกรดรวม ซึ่งลดทอนอำนาจการต่อรองของเกษตรกร นอกจากนี้ การขาดการประสานงานระหว่างผู้ผลิต กลุ่มผู้กะเทาะ ผู้แปรรูป และผู้รับซื้อ ยังส่งผลให้ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานลดลง ขณะที่เกษตรกรยังขาดการเข้าถึงองค์ความรู้ที่เป็นระบบเกี่ยวกับการผลิตตามเกณฑ์คุณภาพ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในบริบทดังกล่าว การจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบมีส่วนร่วมจึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพผลผลิต สร้างเสถียรภาพด้านราคา และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก วัตถุประสงค์: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มมูลค่า และเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการผลิตเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบในจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้แนวทางการจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบมีส่วนร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ได้แก่ พัฒนากลไกการเรียนรู้ระดับชุมชนเพื่อยกระดับการผลิตและการจัดการมะม่วงหิมพานต์กำหนดเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและสอดคล้องกับตลาด เพื่อสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรมและการกำหนดราคาตามคุณภาพ จัดทำแนวทางการพัฒนาและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) วิธีการดำเนินงาน: การศึกษานี้ใช้กรอบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ เกษตรกร ผู้กะเทาะระดับครัวเรือน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ โดยประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ประการแรก มีการพัฒนาชุมชนต้นแบบการจัดการมะม่วงหิมพานต์ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนมะม่วงหิมพานต์” ในอำเภอท่าปลาและอำเภอน้ำปาด โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบโมดูลที่ผสมผสานการบรรยาย การปฏิบัติจริง การศึกษาดูงาน และการเรียนรู้จากประสบการณ์ ผู้เข้าร่วมได้รับการพัฒนาทักษะด้านการเพาะปลูกและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ที่สนใจ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นนวัตกรชุมชน กระบวนการเรียนรู้เน้นการคิดเชิงระบบและการตัดสินใจในบริบทของห่วงโซ่อุปทาน ประการที่สอง มีการพัฒนาเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบ โดยอาศัยการประเมินคุณภาพระดับประเทศและการทดลองรับซื้อผลผลิต โดยตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ ความชื้นร้อยละ 7–10 ขนาดเมล็ด 180–200 และ 201–220 เมล็ดต่อกิโลกรัม ต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก และมีน้ำหนักเนื้อในไม่ต่ำกว่า 270 กรัมต่อกิโลกรัมเมล็ดดิบ เกณฑ์ดังกล่าวได้รับการทดสอบร่วมกันระหว่างผู้รับซื้อและผู้ประกอบการเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงและสอดคล้องกับตลาด ประการที่สาม มีการจัดทำแนวทางการพัฒนาและข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านการปรึกษาหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสนทนากลุ่ม และการคืนข้อมูล โดยครอบคลุมการจัดการการผลิต ระบบควบคุมคุณภาพภายใน การประสานงานทางการตลาด และกลไกการสนับสนุนเชิงสถาบันเพื่อยกระดับให้เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ผลการดำเนินงาน: งานวิจัยสามารถพัฒนาชุมชนต้นแบบในทั้งสองพื้นที่ โดยมีนวัตกรชุมชนจำนวน 32 คนทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมช่วยสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและส่งเสริมการนำแนวปฏิบัติที่ได้รับการปรับปรุงและเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้อย่างสม่ำเสมอ ในเชิงปริมาณ พบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 114–429 หรือเพิ่มขึ้น 1–4 เท่า ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลงร้อยละ 8 เนื่องจากการมีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระบวนการจัดการแปลงที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 127–442 ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมีศักยภาพทางเศรษฐกิจของการผลิตมะม่วงหิมพานต์ที่ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นการเพาะปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพในระดับห่วงโซ่อุปทาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละช่วงของห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ได้ส่งเสริมความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพ ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการผลิตและเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร ผลการวิจัยถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการพัฒนาร่างมาตรฐานเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แม้ว่าข้อมูลคุณภาพส่วนใหญ่จะได้จากจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่การสัมมนาระดมความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าว ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้มาตรฐานอย่างเป็นทางการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การศึกษานี้ยังส่งผลต่อการกำหนดและขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาระดับจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ได้นำผลการวิจัยไปบูรณาการในโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่มุ่งยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและการเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม กิจกรรมที่ดำเนินการประกอบด้วย การฝึกอบรมการจัดการคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบบอร์ดเกมเกี่ยวกับการรับซื้อผลผลิตตามเกณฑ์คุณภาพ การเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานโดยใช้เครื่องมือ Business Model Canvas และการเสริมสร้างศักยภาพด้านการตลาดดิจิทัลให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน แผนการดำเนินงานต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการเสียบยอดในระดับมืออาชีพ การจัดตั้งระบบควบคุมคุณภาพภายในเพื่อรองรับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการศึกษาดูงานในสถานประกอบการกะเทาะเมล็ดแบบใช้เครื่องจักร องค์ประกอบของงานวิจัยยังได้รับการบูรณาการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “อาหารปลอดภัยของจังหวัดอุตรดิตถ์” โดยเชื่อมโยงการผลิตมะม่วงหิมพานต์กับการรับรองมาตรฐาน GAP การเฝ้าระวังสารอะฟลาทอกซิน และการพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดแบบ farm-to-table ภายใต้แผนพัฒนาจังหวัด (พ.ศ. 2566–2570) ผลลัพธ์ ผลกระทบ และความยั่งยืน: ในระดับพื้นที่ กระบวนการมีส่วนร่วมที่มีโครงสร้างชัดเจนช่วยเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกร ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน และเพิ่มความมั่นใจในการปรับเปลี่ยนจากการผลิตที่เน้นปริมาณไปสู่การผลิตที่เน้นคุณภาพ ในระดับจังหวัด โครงการนี้ได้วางรากฐานสำหรับการขึ้นทะเบียน “มะม่วงหิมพานต์อุตรดิตถ์” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยมีการจัดทำร่างคู่มือการดำเนินงานที่บูรณาการมาตรฐาน GAP และมาตรฐานอุตสาหกรรม ในระดับประเทศ ความก้าวหน้าในการพัฒนามาตรฐานเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบก่อให้เกิดโอกาสในการสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน สนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ และลดการขาดดุลการค้าผลิตภัณฑ์มะม่วงหิมพานต์ของประเทศไทย โดยสรุป งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบมีส่วนร่วมสามารถเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบจากกิจกรรมที่มีมูลค่าต่ำและราคาผันผวนไปสู่ระบบการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพและการเพิ่มมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการการเรียนรู้ระดับชุมชน มาตรฐานคุณภาพ และการเชื่อมโยงเชิงนโยบาย ส่งผลให้โครงการมะม่วงหิมพานต์จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลได้ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในพื้นที่ปลูกมะม่วงหิมพานต์อื่นของประเทศไทย
Published in: Area based development research journal
Volume 18, Issue 1, pp. 256903-256903